มีประกันของบริษัทอยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อ ประกันสุขภาพ ไหม

บรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งที่เป็นข้าราชการ, พนักงานบริษัทหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้น โดยทั่วไปมักจะได้รับสวัสดิการในด้านการรักษาพยาบาลไว้อยู่แล้ว หลายคนจึงมักนิ่งนอนใจและไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำประกันเพิ่มเติม
AVC Insurance

AVC Insurance

มีประกันของบริษัทอยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อ ประกันสุขภาพ ไหม

SHARES

        บรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งที่เป็นข้าราชการ, พนักงานบริษัทหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้น โดยทั่วไปมักจะได้รับสวัสดิการในด้านการรักษาพยาบาลไว้อยู่แล้ว หลายคนจึงมักนิ่งนอนใจและไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำประกันเพิ่มเติม

       ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของแต่ละคนนั้นเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างสูง ขณะที่สวัสดิการในรูปของ ประกันสุขภาพ ที่ทางบริษัทมอบให้มีวงเงินจำกัดหรือสามารถใช้บริการด้านสุขภาพได้จำกัดเฉพาะสถานพยาบาลในสังกัดของรัฐ ซึ่งหากเกิดกรณีที่ต้องรับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือมีโรคร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูงจนวงเงินที่กำหนด ก็จำเป็นต้องรับผิดชอบจ่ายเงินเพิ่มเติมในการรักษาพยาบาลหรือดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามนุษย์เงินเดือนจำนวนมากที่มีโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาในระยะยาว ก็อาจต้องใช้เงินเก็บหรือเงินที่มีอยู่เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพยามเจ็บป่วยจนบางครั้งก็เกิดปัญหาใช้เงินที่เก็บหอมรอบริบไว้เพื่อการรักษาตัวจนหมด

        แต่ในทางกลับกันหากมนุษย์เงินเดือนเลือกทำ ประกันสุขภาพ เพิ่มเติมจากสวัสดิการที่อยู่เตรียมไว้ ก็จะทำให้มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น สามารถเลือกสถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องห่วงว่าเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนและไม่ต้องห่วงว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับการรักษาพยาบาลจะสูงกว่าวงเงินสวัสดิการที่ได้รับ จนกระทบต่อเงินเก็บที่เตรียมไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ

มีประกันของบริษัทอยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อ ประกันสุขภาพ ไหม

       สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ถึงความจำเป็นที่พนักงานประจำหรือผู้มีสวัสดิการด้านสุขภาพอยู่แล้ว ก็ควรต้องมีความคุ้มครองเพิ่มเติมไว้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ซึ่งสวัสดิการที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แนะทริคเลือกทำประกันที่ลงตัวสุด สำหรับมนุษย์เงินเดือน

        หัวใจสำคัญในการเลือกประกันที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดนั้นจะต้องพิจารณาจากขอบเขตความคุ้มครองที่ควรจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรักษาและงบประมาณสำหรับค่ายาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถอุ่นใจในประสิทธิภาพการรักษาโดยไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย ที่สำคัญการเลือกทำประกันกับบริษัทที่มีพันธมิตรเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่นั้นจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วย

       ควรเลือกแผนความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงอายุที่มากขึ้น เช่น 80 ปี เพื่อความอุ่นใจเนื่องจากเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นก็มักจะมีโรคประจำตัวต่าง ๆ ตามมา การทำประกันในช่วงเวลาดังกล่าวก็จะยากขึ้นหรือมีเงื่อนไขเพิ่มเติมมากมาย แต่หากสามารถทำประกันได้ในช่วงที่ยังมีอายุไม่มากหรือเริ่มทำงานใหม่ ๆ แล้วเลือกแผนความคุ้มครองเป็นเวลานาน ก็ช่วยให้คลายกังวลกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามวัยหรือเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลแล้ว

       นอกจากนี้ยังควรต้องให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด คือสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์การลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยใช้ค่าใช้จ่ายในการทำ ประกันสุขภาพ ของตนเองสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิตทั่วไปจะสามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งถือเป็นการสร้างความคุ้มค่าให้กับเงินที่จ่ายไปแบบที่เรียกว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” เลยทีเดียว สำหรับรูปแบบของประกันที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนนั้นได้แก่

– ประกันแบบที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

      ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกรณีที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นค่าแพทย์, ค่าบริการพยาบาล, ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด ฯลฯ และการคุ้มครองผู้ป่วยนอกหรือ OPD จะครอบคลุมกรณีที่เจ็บป่วยและต้องพบแพทย์โดยไม่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายทั้งด้านการปรึกษาแพทย์และค่ายา

– ประกันแบบที่ให้ความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยใน

โดยทั่วไปจะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น

  1. แบบเหมาจ่าย จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามที่เกิดขึ้นจริง และมีการคุ้มครองอย่างหลากหลาย
  2. แบบมีวงเงินจำกัด จะแบ่งความคุ้มครองแยกเป็นรายการต่าง ๆ เช่นค่าห้องพัก, ค่าอาหาร, ค่าแพทย์และค่าผ่าตัด เป็นต้น ซึ่งเป็นแบบประกันที่มีเบี้ยถูกกว่าแบบเหมาจ่าย
  3. แบบมีเงินชดเชยรายได้กรณีผู้ป่วยใน เป็นแบบประกันที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยตามจำนวนวันที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
– ประกันโรคร้ายแรง

        เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงที่มักเกิดขึ้นกับคนในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมองและโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะกับผู้เงินเก็บหรือสวัสดิการในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคทั่วไป แต่ไม่เพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรง ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้เงินเป็นหลักล้านบาทในการรักษา ซึ่งแน่นอนว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่ในฐานะพนักงานบริษัท, ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจอาจไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือสามารถใช้ได้เฉพาะกับโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น โดยประกันประเภทนี้ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อยและยังไม่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เนื่องจากเบี้ยประกันจะค่อนข้างถูกและยังไม่ต้องเสี่ยงถูกปฏิเสธหรือเพิ่มข้อยกเว้นในการให้ความคุ้มครองด้วย

5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อประกันสุขภาพ

         การสร้างความมั่นคงและหลักประกันด้านสุขภาพให้กับตัวเอง นอกเหนือจากสวัสดิการพื้นฐานที่ได้รับ ถือเป็นความจำเป็นสำหรับผู้คนยุคปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มจะมีอายุยืนยาวขึ้นและการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในระยะยาวนั่นเอง

ที่มาข้อมูล

Leave a Reply

Your email address will not be published.

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี!

ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาคุณ